วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การปล่อยเงินกู้นอกระบบ

แท็กซี่โดนชก เย็บ 2 เข็ม

คุณเอือก สมาชิกรหัส R31589 ได้เข้ามาร้องทุกข์ที่ทนายคลายทุกข์ โดยมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังว่า

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 กลางคืน เวลาประมาณ 22.00 น. ข้าพเจ้าได้กำลังขับแท็กซี่อยู่แถวถนนลาดพร้าว สะพาน 1 โดยข้าพเจ้าวิ่งอยู่เลนขวา และมีรถแท็กซี่เขียวเหลือง ทะเบียน มง-3003 กรุงเทพมหานคร ได้วิ่งอยู่เลนซ้าย และในขณะเดียวกัน แท็กซี่คันดังกล่าวก็เห็นว่าเลนซ้ายมีรถจอดอยู่ จึงเบี่ยงมาทางขวา และได้มาเบียดกระจกรถของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นฝ่ายถูก จึงไม่ได้จอดรถ

หลังจากนั้นวิ่งมาติดไฟแดงที่แยกภาวนา ข้าพเจ้าจึงลงจากรถไปปรับกระจกมองข้างที่โดนเบียด และคนขับรถแท็กซี่คันดังกล่าวก็เดินลงมาจากรถและมาต่อยหน้าข้าพเจ้า 2 ครั้ง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ต่อสู้แต่อย่างใด และบอกกับแท็กซี่คนนั้นว่า ?คุณต่อยผมจนเลือดไหล เดี๋ยวไปคุยกันที่โรงพัก? พอจะขับรถไปโรงพัก แท็กซี่คันดังกล่าวก็ขับหนีไปเลย หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไปแจ้งความ และไปหาหมอที่ รพ.วชิรพยาบาล เย็บ 2 เข็ม และคางบวม และแขนบวม

จึงได้มาปรึกษาอาจารย์ว่าควรจะทำอย่างไรดี

คำแนะนำทนายคลายทุกข์

คดีนี้ ผู้กระทำความผิดมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการสืบหาเจ้าของรถที่กรมการขนส่งทางบก และให้ตำรวจออกหมายเรียกมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

หนี้นอกระบบ/รัฐออกใบอนุญาตเจ้าแม่เงินกู้

ข่าวเกี่ยวกับการกู้เงินนอกระบบของคนมีรายได้น้อยนั้น เกิดเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งกระทรวงการคลังหาทาออกโดยให้ ธอส.และธนาคารออมสินเข้าร่วมโครงการปล่อยกู้ใกห้กับลูกหนี้นอกระบบ และจับเจ้าหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียนทำธุรกิจปล่อยกู้รากหญ้า แนวคิดจะออกใบอนุญาตให้แก่ ผู้ประกอบการ หรือเอกชนที่ต้องการทำธุรกรรมการเงินกับระดับฐานราก หรือไมโครไฟแนนซ์

รายละเอียดรายงานข่าว

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมี แนวคิดจะออกใบอนุญาตให้แก่ ผู้ประกอบการ หรือเอกชนที่ต้องการทำธุรกรรมการเงินกับระดับฐานราก หรือไมโครไฟแนนซ์ เพื่อดึงธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบเข้ามาอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ทั้งนี้ จะต้องมีการวางระเบียบกฎเกณฑ์ชัดเจนในการขึ้นทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตจากทางการ

“มีความเป็นไปได้สูงที่อาจให้ ไลเซนส์แก่เจ้าหนี้ บุคคล หรือผู้ประกอบการที่ต้องการจะมีอาชีพปล่อยเงินกู้ ถ้าใครอยากมีอาชีพนี้จะต้องมาขึ้นทะเบียน และจะมีการออกใบอนุญาตให้ เพื่อสร้าง ผู้ประกอบการขึ้นมารองรับกับปัญหาดังกล่าว” นายกรณ์ กล่าว

รมว.คลัง กล่าวว่า นอกจากนี้จะหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อผลักดันแผนแม่บททางการเงิน เพื่อสนับสนุนให้หนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบมากขึ้น เพราะผลการศึกษาของธปท. พบว่ามีประชาชน 10% ของประชากรทั้งหมดที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ รวมทั้งจะประสานความร่วมมือเพื่อแก้พ.ร.บ.สินเชื่อส่วนบุคคลให้ครอบคลุมเรื่องการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมด้วย

“ผมจะนัดหารือกับผู้บริหารของธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเข้ามาแก้ไขหนี้ของประชาชนผู้มีรายได้ต่ำแต่ละราย และจัดสรรวงเงินไปทดแทนหนี้นอกระบบเมื่อมีการโอนเข้ามา โดยรูปธรรมการดำเนินการจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้” นายกรณ์ กล่าว

สำหรับการเจรจากับเจ้าหนี้นอกระบบนั้น จะต้องอาศัยกลไกนักการเมือง ผู้นำในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐในระดับท้องถิ่นเข้ามาช่วยเป็นตัวกลางเจรจาต่อรองระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ ขณะที่ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินจะพิจารณาว่าจะรับภาระช่วยเหลือได้เท่าใด

ขอขอบคุณรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ค้ำประกันเงินกู้นอกระบบ

สมาชิกทนายคลายทุกข์โทรศัพท์มาขอคำปรึกษาเรื่อง ไปค้ำประกันเงินกู้นอกระบบให้เพื่อน ไม่มีเงินจ่ายจะทำอย่างไรดี

สมาชิกเล่าว่า เพื่อนมีปัญหาทางด้านการเงิน ต้องการให้หาแหล่งเงินทุนให้ ผมจึงไปติดต่อนายทุนเงินกู้นอกระบบ เพื่อขอกู้เงินให้เพื่อน จำนวน 5,000 บาท โดยผู้ให้กู้เป็นผู้มีอิทธิพลในเขตพื้นที่และรับราชการเป็นตำรวจ

เพื่อนไปทำสัญญากู้ยืมเอาไว้กับผู้ให้กู้ และให้ผมเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าว ต่อมาเพื่อนไม่ยอมส่งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ผมในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องส่งดอกเบี้ยแทน

ช่วงแรกก็ส่งดอกเบี้ยแทนเพื่อน แต่เนื่องจากผมกำลังประสบปัญหาเรื่องการเงินเพราะเนื่องจากตกงาน แต่เจ้าหนี้ก็ส่งคนมาทวงหนี้ ข่มขู่ต่าง ๆ นานา ผมกลุ้มใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรกลัวก็กลัว ช่วยให้แนะนำผมด้วยนะครับ

คำแนะนำ

กรณีดังกล่าวข้างต้น ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับผู้กู้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ทางที่ดีแนะนำให้คุณไปคุยกับเพื่อนให้หาเงินพร้อมดอกเบี้ยไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ เพราะหนี้นอกระบบถ้าไม่ยอมชำระหนี้ก็ต้องถูกข่มขู่ตลอดเวลา

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 680 อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

หนี้เงินกู้นอกระบบ



เราได้ไปกู้เงินจากคนแถวบ้านเป็นจำนวนเงิน 46,000 โดยผู้ให้กู้คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2552 เราก็ได้จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 4,600 บาท มาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 หลังจากนั้นได้ทำการตกลงกับผู้ให้กู้ ขอผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมกับเสนอให้ดอกเบี้ยอีก 14,000 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น 60,000 บาท แต่ขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน ๆ ละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน โดยวันที่ได้พูดคุยกันนั้น ผู้ให้กู้ยินยอมและให้ลงรายละเอียดไว้ พอถึงกำหนดชำระในวันที่ 3 ก.ค. 53 เราได้นำเงินงวดแรกไปชำระปรากฏว่า ผู้ให้กู้ขอยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด โดยให้ชำระดอกเบี้ยเดือนละ 4,600 บาทเช่นเดิม จนกว่าจะหาเงินต้นทั้งหมดมาคืนให้ได้ เราจึงอยากทราบว่า เราควรจะทำอย่างไรต่อไป และยังจำเป็นจะต้องชำระดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือนเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ เนื่องจากเราอยากจะชำระเงินต้นคืนด้วยวิธีผ่อนชำระดังที่ได้เคยตกลงไว้แล้ว กรณีนี้ผู้ให้กู้มีสิทธิฟ้องร้องผู้กู้ได้หรือไม่
คำแนะนำทนายคลายทุกข์

การกู้ยืมเงินโดยมีการเรียกดอกเบี้ยแก่กัน ย่อมอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2478 และ ป.พ.พ. มาตรา 654 ที่ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ15 ต่อปี หรือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน เมื่อเจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากท่านอัตราร้อยละ10 ต่อเดือนจึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดดังกล่าว ดอกเบี้ยนี้จึงย่อมตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เรียกดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้นผู้ให้กู้จึงไม่มีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยสำหรับหนี้เงินกู้จากท่านได้แต่เพียงเรียกให้ท่านชำระเพียงต้นเงินกู้เมื่อท่านผิดนัดชำระหนี้ และเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 224 ฉะนั้น ท่านจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือนตามที่ผู้ให้กู้เรียกร้องย่อมได้ เจ้าหนี้ไปฟ้องเรียกร้องหนี้เงินกู้เอาเอง ซึ่งเขามีสิทธิเรียกร้องได้แต่เพียงต้นเงินกู้เท่านั้นกับดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย โดยท่านสามารถไปตกลงจ่ายต้นเงินที่ศาลได้ แต่ในส่วนของดอกเบี้ยที่ท่านได้ชำระเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ท่านไม่มีสิทธิเรียกคืน หรือขอให้นำมาหักกับต้นเงิน เนื่องจากเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ เสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407
ตัวบทกฎหมายอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้นท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดการพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกกว่านั้น ท่านอนุญาตให้พิสูจน์ได้
มาตรา 407 บุคคลใดได้กระทำการอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ท่านว่าบุคคลผู้นั้นหามีสิทธิจะได้รับคืนทรัพย์ไม่
มาตรา 654 ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทีละก้าว...บนเส้นทางกำจัดหนี้

บนเส้นทางกำจัดหนี้นั้น ขั้นตอนยากที่สุดคือการลงมือสะสางหนี้ก้อนเบ้อเริ่มเทิ่ม ที่กองอยู่ท่วมหัวเอาเป็นว่าถ้ามุ่งมั่นจะกำจัด หนี้ กันจริงๆจังๆก็ลองเริ่มจาก - สารภาพบนหน้ากระดาษให้หมดเปลือก ว่าในภาวะปัจจุบันคุณมีหนี้อะไรบ้างทั้งหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้นอกระบบ ผ่อนแอร์ไปจนถึงผ่อนมือถือทั้งหลายทั้งปวงจะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนคุณมีหนี้ที่จะต้องจ่ายทั้งหมดเท่าไหร่เพราะบางคนไม่เคยจดรายละเอียด ว่าต้องชำระหนี้เดือนละเท่าไหร่ลองทำดูไม่แน่นะบางทีคุณอาจตกใจเมื่องพบว่าตัวเลขหนี้แซงหน้าตัวเลขรายได้ไปแล้ว แต่ที่คุณยังมีเงินจับจ่ายทุกวันนี้ได้ ก็เพราะหยิบเงินก้อนนั้นมาโปะก้อนนี้- จัดการแยกหนี้ เมื่อรู้หมดแล้วว่าหนี้ทั้งกองของคุณมีเท่าไหร่คราวนี้ก็ลองแยกหนี้ซะว่าหนี้ก้อนไหนก่อให้เกิดประโยชน์และหนี้ก้อนไหนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่นการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านคุณต้องแยกไว้ในหมวดของหนี้ดีเพราะแม้ว่าวันนี้คุณจะต้องเจียดเงินผ่อนรายเดือนเป็นเวลานาน หลายสิบปีแต่ในอนาคตเมื่อผ่อนชำระหนี้ก่อนนี้หมด บ้านจะเป็นสินทรัพย์ที่ดีสำหรับคุณ แต่ถ้าหากเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้สถาบันการเงินเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แล้วมาตามผ่อนทีหลัง อันนี้ก็แยกไว้ในหมวดไม่ก่อประโยชน์ - สำรวจอัตราดอกเบี้ยของหนี้แต่ละก้อนเมื่อแยกหนี้ไว้เรียบร้อยแล้วคราวนี้ต้องมาดูว่าหนี้ก้อนไหนอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ เช่นว่าคุณต้องจ่ายหนี้นอกระบบดอกเบี้ยเดือนละ 20 เปอร์เซ็นต์ หนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ย 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สินเชื่อบุคคล 24 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพื่อที่ว่าคุณจะได้รู้ว่าหนี้ก้อนไหนทำให้คุณต้องแบกรับภาระไว้หนักสุด ก้อนไหนเบาสุด เพื่อนำไปสู่การปลดเปลื้องหนี้ในลำดับต่อไป - เลือกจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงสุดไปก่อนเห็นอัตราดอกเบี้ยหมดแล้วก็มาถึงขั้นตอนการชำระหนี้สูตรสำเร็จและหัวใจสำคัญของการปลดหนี้คือต้องเลือกชำระหนี้ในก้อนที่มีดอกเบี้ยแพงที่สุดให้มากที่สุดเช่นหนี้นอกระบบมักมีดอกเบี้ยแพงหูฉี่เดือนละ 10-30 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่าหนี้บัตรเครดิตที่อาจจะอยู่ในราว 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนเงินกู้ส่วนบุคคลอาจจะอยู่ในราว 27-28 เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านเฉลี่ยอยู่ในราว 6-8 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์อาจจะอยู่ในราว 2.5-4 เปอร์เซ็นต์ต่อปีจากตัวเลขที่ฟ้องอยู่เช่นนี้ก็คงรู้แล้วว่า หนี้นอกระบบเป็นสิ่งที่คุณควรกำจัดให้หมดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อปลดเปลื้องภาระที่หนักที่สุดให้หมดไปก่อน ส่วนหนี้ก้อนอื่นๆ ก็จัดสรรเงินลดหลั่นกันลงมา ค่อยๆทำทีละก้าวค่อยๆ ปลดเปลื้องทีละนิด ท้ายสุดคุณก็จะตัวเบาขึ้น เพราะเป็นมนุษย์ปลอดหนี้
*******==============*******
ขอขอบคุณแนวทางและข้อมูลดีๆ จากหนังสือ "MONEY DIY จัดการระเบียบการเงินให้

ข้อควรรู้เมื่อถูกทวงหนี้แบบเถื่อนๆ

เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้เจ้าหนี้ฟ้องเรียกชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ย เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วจักบังคับใช้หนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ เป็นขั้นตอนที่ถูกต้องในการเรียกคืนหนี้ แต่เจ้าหนี้หลายคนเกิดอาการร้อนใจ หวั่นเกรงว่าลูกหนี้อาจหนีไม่จ่ายหนี้คืนเพราะลูกหนี้ขาดการติดต่อหรือหลบหน้า หรือเป็นหนี้นอกระบบที่กฎหมายไม่รับรอง จึงจ้างนักทวงหนี้ทั้งแบบบุคคลหรือสำนักงานกฎหมายเพื่อติดตามทวงหนี้แลกกับค่าจ้างมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้ที่ทวงได้ จึงเป็นต้นเหตุให้พวกเขาต้องใช้ทุกวิธี หลายรูปแบบ ทั้งถูกกฎหมายหรือไม่ถูกต้องเพื่อบีบคั้นให้ลูกหนี้จ่ายคืนหนี้ แทนที่จะเลือกใช้วิธีฟ้องศาลซึ่งอาจไม่ทันใจเจ้าหนี้ ทำให้ลูกหนี้หรือญาติพี่น้องต่างหวั่นเกรงกับพฤติกรรมของพวกเขาโดยมิทราบว่า นักทวงหนี้เหล่านั้นอาจกำลังทำละเมิดกฎหมายอาญาและมีสิทธิติดคุก โดยไม่มีโอกาสใช้เงินค่าจ้างก็ได้ ผู้ถูกทวงหนี้แท้จริง จักต้องมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกู้ยืมเงินเท่านั้น เช่น ลูกหนี้ ลูกหนี้ร่วม หรือผู้ค้ำประกัน เป็นต้น การข่มขู่ คุกคาม ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือผู้เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ ล้วนเป็นความผิดอาญาฐานกรรโชกทรัพย์ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 บัญญัติว่า ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ ยอมให้ หรือ ยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่า จะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือ ของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำผิดฐานกรรโชก มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ความผิดฐานกรรโชก คือ 1. ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่น ให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ 2. มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ ผู้กระทำต้องมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท จากหลักกฎหมายข้างต้น นักทวงหนี้ที่ใช้พฤติกรรมตัวอย่างเช่น เขียนจดหมายข่มขู่ด้วยวาจาหยาบคายหรือเป็นเท็จ ทำร้ายร่างกาย ด่าทอ กักขัง ทำการรบกวนชีวิตประจำวัน เป็นต้น หากกระทำต่อลูกหนี้หรือสมาชิกในครอบครัว เพื่อน บรรดาผู้ถูกทวงหนี้มีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านั้นได้ทันที ถ้ามีการทำร้ายบาดเจ็บหรือกักขังหน่วงเหนี่ยว พวกเขาต้องรับโทษอาญาฐานทำร้ายร่างกายหรือทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพอีกคดีหนึ่งด้วยส่วนการส่งคำเตือนเรื่องหนี้ด้วยวิธีก้าวร้าวหรือจงใจประจานทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยวิธีใดๆ อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทก็ได้ กฎหมายคุ้มครองผู้สุจริตเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ข้อมูลจาก ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล